top of page

แม้ความตระหนักในเรื่องของความหลากหลายและการยอมรับความแตกต่างจะเพิ่มมากขึ้น แต่อุปสรรคสำคัญยังคงขัดขวางไม่ให้ผู้ที่มีความพิการสามารถเข้าสู่ระบบการทำงานได้อย่างเต็มที่ ในความเป็นจริง มีผู้ที่มีความพิการในประเทศไทยเพียงประมาณร้อยละ 8  เท่านั้นที่ได้รับการจ้างงานในตลาดแรงงานทั่วไป ทั้งที่มีกฎหมายกำหนดเรื่องการสนับสนุนการจ้างงานผู้ที่มีความพิการไว้ก็ตาม ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างนโยบายและการปฏิบัติจริง


“เฟิร์ส” นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ชั้นปีที่ 4  และพนักงานฝึกหัดด้านการพัฒนาธุรกิจ เข้าใจความจริงข้อนี้เป็นอย่างดี ในฐานะนักศึกษาที่มีความพิการทางการมองเห็น เขาต้องพยายามมากกว่าคนอื่นในห้องเรียน บ่อยครั้งต้องพึ่งพาอาสาสมัครเพียงเพื่อให้เรียนให้ทันเพื่อน เพราะระบบการศึกษาไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับคนอย่างเขาตั้งแต่ต้น


เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงวัยผู้ใหญ่ เฟิร์สและเพื่อน ๆ ในกลุ่มเดียวกันต้องเผชิญกับอุปสรรคใหญ่ในการจ้างงาน “บางบริษัทบอกว่าสถานที่ของเข้าไม่พร้อม และไม่รู้ว่าจะดูแลคนที่มีความพิการทางการมองเห็นได้อย่างไร”  เขากล่าว “คนที่มีความพิการทางการมองเห็นจำนวนมากเรียนจบปริญญาตรี แต่สุดท้ายต้องไปทำงานนวด ขายลอตเตอรี่ หรือร้องเพลงเปิดหมวกตามถนน ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเพราะพวกเขาหางานทำไมได้”


สิ่งนี้สะท้อนถึงปัญหาในวงกว้าง ช่องว่างของการจ้างงานไม่ได้อยู่ที่วุฒิการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่ถูกหล่อหลอมด้วยตราบาปทางสังคม แนวปฏิบัติในสถานที่ทำงานที่ไม่เอื้อต่อการมีส่วนร่วม และการที่นายจ้างขาดความมั่นใจในการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมการทำงานของตนเอง


เพื่อแก้ปัญหานี้ เฟิร์สได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาศักยภาพครูฝึกและผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านทักษะเพื่อการมีงานทำสำหรับเยาวชนที่มีความพิการทางการมองเห็น ซึ่งจัดโดย เซฟ เดอะ ชิลเดรน และ Dots Coffee โดยได้รับการสนับสนุนจาก CapitaLand Hope Foundation และ The Ascott Limited


นอกจากการฝึกทักษะแล้ว โครงการนี้ยังมุ่งเน้นการสร้างเส้นทางสู่การทำงานโดยประสานความร่วมมือกับพันธมิตรและนายจ้าง เพื่อสร้างความเข้าใจในการสนับสนุนเยาวชนที่มีความพิการทางการมองเห็นในสถานที่ทำงาน รวมถึงการพัฒนาแนวทางการจ้างงานที่ยอมรับความแตกต่าง และเชื่อมโยงเยาวชนเข้ากับองค์กรที่มอบโอกาสในการทำงานจริง


ปัจจุบัน เฟิร์สกำลังนำทักษะเหล่านี้มาใช้ในฐานะพนักงานฝึกหัดด้านการพัฒนาธุรกิจที่ Vulcan Coalition ซึ่งเป็นบริษัทนวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อพัฒนาศักยภาพของคนที่มีความพิการในสังคม  เขาได้รับประสบการณ์จากการลงมือทำจริงและพิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพที่เหนือกว่าความเชื่อเดิม ๆ เกี่ยวกับความพิการ จากการฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพครูฝึกและผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ช่วยเสริมสร้างทักษะการสื่อสาร การแก้ปัญหา และความมั่นใจในตนเอง เขาหวังว่าจะได้ก้าวเข้าสู่การทำงานเต็มตัวหลังเรียนจบ


ผ่านการฝึกอบรมนี้ เฟิร์สไม่เพียงแต่ได้พัฒนาทักษะส่วนบุคคลด้านการสื่อสารและการคิดเชิงวิพากษ์เท่านั้น แต่เขายังกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น และรณรงค์ให้สังคมเปลี่ยนมุมมองจาก “ความสงสาร” เป็นการมองเห็น “ศักยภาพ”


“เราไม่ใช่แค่คนที่ต้องการการดูแลหรือความเห็นใจ”  เขากล่าว “เราก็เป็นคนที่มีความสามารถได้เหมือนกัน”


แต่ทักษะเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนทัศนคติในวงกว้างทั้งในสังคมและภาคเอกชน ในขณะที่โครงการเช่นนี้ช่วยเตรียมความพร้อมให้เยาวชนก้าวสู่ความสำเร็จ ภาคธุรกิจก็มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ยอมรับความแตกต่าง เพื่อให้ทักษะเหล่านี้งอกงามได้จริง


สำหรับบริษัทที่พร้อมจะเปิดใจและปรับตัว โอกาสนั้นชัดเจนมาก มีบุคลากรที่มีความสามารถและแรงผลักดันจำนวนมหาศาลที่พร้อมจะสร้างประโยชน์ให้กับองค์กร เพียงแค่ขอให้พวกเขาได้รับโอกาสนั้น

ปรับมุมมองใหม่เพื่อการจ้างงานผู้ที่มีความพิการอย่างเท่าเทียม

24 เมษายน 2569

STORY

ปรับมุมมองใหม่เพื่อการจ้างงานผู้ที่มีความพิการอย่างเท่าเทียม

เพื่ออนาคตที่สดใสของเด็กทุกคน

bottom of page